Wednesday, September 19, 2007

นิทรรศการ Paper Ranger กระดาษจอมป่วน

อีกครั้ง…สำหรับยอดมนุษย์กระดาษ มาคราวนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง
ยังพาเพื่อนมาป่วนยกแก๊งค์ ร่วมกับ Mormor Creative Forum

มาบอกเคล็ดลับช่วยโลกอย่างง่ายๆ


ดูรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับ Paper Ranger ได้ที่นี้
ที่ Industrial Design Gallery จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรงป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

นิทรรศการนี้ สนับสนุนโดยธุรกิจจิตใจดี คือ
Practika and Q-Ads. ข้าน้อยขอคารวะน้ำใจท่านสปอนเซอร์!!!!

Sunday, June 17, 2007

อนาถ อนาคต มหาวิทยาลัยไทย

บังเอิญเข้าไปในเว็บบอร์ดที่ผมเข้าไปอ่านเป็นประจำ มีน้องคนนึงเขาโพสต์ถาม จบปริญญาตรี แล้วอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ห่วงเรื่องเงินเดือน+รายได้ ผมเลยตอบเขาไป ดังต่อไปนี้

1. มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของเมืองไทยไม่รับอาจารย์ใหม่ที่จบปริญญาตรีหรือโทแล้วครับ รับแต่ปริญญาเอก ยกเว้นจะสิ้นไร้ไม้ตอกหาไม่ไ้ด้จริงๆ (ซึ่งก็บ่อยครับ เพราะถึงจะกำหนดไว้อย่างนั้น รัฐบาลก็ไม่ค่อยมีทุนส่งไปเรียนต่อปริญญาเอก ใครมันจะบ้าไปเรียนเองล่ะครับ ยกเว้นเป็นเศรษฐี+บ้า ในตัวเดียวกัน)จึงต้องลองหาข้อมูลจากมหาวิทยาลัยที่คุณสนใจจะทำงานด้วยให้แน่นอนก่อนครับ

2. อาจารย์ใหม่แทบทั้งหมด ตอนนี้ไม่ได้เป็นข้าราชการแล้วครับเขาเรียกพนักงานมหาวิทยาลัย (หรือชื่ออะไรคล้ายๆนี้ ตามแต่ละมหาวิทยาลัย) ซึ่งมีระบบการจ้างต่างจากข้าราชการโดยปกติจะได้เงินเดือนโดยคิดจากเงินเดือนของข้าราชการในระดับที่เท่ากัน แล้วคูณด้วย 1.7 นั่นเป็นเหตุว่าทำไมเงินเดือนเริ่มแรกของอาจารย์ระดับปริญญาเอก จึงได้ไม่ถึง 20000 บาทครับ (เรียนแทบตาย เหอเหอเหอ)


3. ภายใต้ระบบใหม่นี้ ไอ้ตัวคูณ 1.7 คิดสะระตะจากสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เคยได้รับจากระบบเดิม โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลของบุตร-ภรรยา-สามี-พ่อแม่-และตัวเองพนักงานมหาวิทยาลัยทุกคน ซึ่งโดนยกเลิกหมดพร้อมบำเหน็จบำนาญ แล้วโดนบังคับให้จ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือน เวลาไปโรงพยาบาลเขาก็แยกไปไว้คลีนิคต่างหาก ป่วยหนักขนาดไหนก็ได้ยา พารา+อะมอกซิซิลลิน (ประหยัดสุดๆ ประหยัดกว่าพวกบัตรทองอีกครับ และพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่มีสิทธิทำบัตรทองของพี่ทักกี้นะคร้าบบบบบบ) ตอนนี้ผมเจียดเงินเดือนตัวเองซื้อประกันสุขภาพแล้วครับ ไม่ไหวจริงๆ ว่างๆจะเดินเข้าไปทะเลาะกับฝ่ายการคลังของมหาวิทยาลัย ขอเลิกจ่ายเงินประกันเส็งเคร็งให้รัฐบาลซะที ไม่เคยให้อะไรกรูเลยครับ มีแต่ดูดกรูไป


4.ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ผศ. รศ. หรือ ศ. แล้วครับแต่เืมื่อได้ตำแหน่งทางวิชาการพวกนี้ จะได้ปรับเงินเดือนกระโดดข้ามไปค่อนข้างมาก


5.แต่ไอ้ที่ว่ามาก ก็ไม่มากมายอะไร น้อยจนเกินจริงครับส่วนที่รีบนๆบอกว่าบางคนรับเป็นแสน ทำ consult อย่างนั้นเขาเรียกรับจ๊อบ ค้าฝิ่น ขายยาแสบแ_ด ครับ


6.ทราบไหมครับว่า เงินเดือนศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของไทย น้อยกว่าเงินเดือน ผู้พิพากษา นายพล อัยการ ตำรวจ และข้าราชการอีกหลายสาย ไม่นับไอ้พวกลูกศิษย์ที่จบไปแผล็บเดียว เงินเดือนก้าวพรวดๆๆๆๆๆ เลยครับ


7.คนที่ยังทนทำอยู่ รวมทั้งผมด้วย ส่วนใหญ่อยู่ด้วยใจครับ ไอ้ที่ตั้งหน้าตั้งตากอบโกย เกาะตำแหน่งเพื่อหาผลประโยชน์โดยไม่ได้มีจิตใจเป็นครู ไม่สนใจประโยฃน์ของประเทศชาติ ก็มีอยู่เป็นธรรมดาครับ ที่ไหนก็มี


แต่ผมก็ไม่บังอาจไปว่าคนที่เขารับจ๊อบหรอกครับ
โดยหลักการแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ผลิตมันสมองให้ประเทศ
แล้วแมร่งยังดูแลกัน เอี้ยยยยยยยยยยขนาดนี้ จะให้เขาทำยังไงล่ะครับ

8.พอเศรษฐกิจเฟื่องฟูขึ้นมา รับรองว่ามหาวิทยาลัยของรัฐเกิดสมองไหลระดับเกือบสิ้นซากแน่ๆ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรม และอะไรที่เขาชอบใช้คอนซัลท์ และหาเงินง่ายๆน่ะครับ) เคยเกิดมาแล้วด้วยครับเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนนี้

9.ทั้งหมดนี้เป็นความเ้ลวของนักการเมืองไทยทั้งระบบครับลองดูสิครับว่าการปฏิรูปการศึกษามันล้มมากี่ครั้งแล้วครับ กี่ครั้งๆนักการเมืองก็โทษข้าราชการ และคนในระบบ (แน่นอนในระบบมันก็มีคนไม่ดี ไร้ประสิทธิภาพ แต่คนเหล่านั้น ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากมายนี่ครับ ตราบใดที่การกำหนดนโยบายและทิศทางของการบริหารการศึกษามันตั้งใจจะให้มีประสิทธิภาพจริงๆ มันต้องได้ดีกว่าสภาพ เอี้ยๆ อย่างทุกวันนี้)

10.ทฤษฎีสมคบคิดที่ผมเชื่อโดยหาหลักฐานไม่ได้เพราะไม่มีมือมีตีนไปหา มีอยู่ว่า ไอ้พวกนักการเมืองแมร่งไม่อยากให้ปฏิรูปการศึกษา สำเร็จหรอกครับ ไม่ว่าระดับไหน ประถม มัธยม อุดม
เหตุผลง่ายๆครับ
มันจะได้หลอกคนไทยไปวันๆ ไปได้อีกนานแสนนาน
ดูอย่างวิดีโอที่สนามหลวงสิครับ เหอเหอ

Saturday, June 02, 2007

DesignEd update1

หนึ่งในบรรดามหาจุลโปรเจคท์(แปลว่าโปรเจ็คท์กะจี้รี่มั่กมัก) ที่ผมแส่เข้าไปเริ่มหรือช่วยให้เขาเริ่มขึ้นมา คือ DesignEd workshop (อ่านว่า ดีซายเอ็ด ครับ) ซึ่งผมรับลูกมาจากพีท คมพิชญ์ เด็กไทยซึ่งกำลังจะจบป.โทจากหลักสูตร Master of European Designพีท ร่วมกับสหายจากหลายชาติ มีอิตาเลียน เยอรมัน บลาๆๆ ทำเวิร์คชอปทางการออกแบบร่วมกับนักเรียนระดับปริญญาตรี ในโรงเรียนออกแบบที่อยู่ในเครือข่ายของ Master of European Design มาหลายหนแล้ว หนนี้เกิดมันเขี้ยว อยากมาจัดในเมืองไทย เคราะห์หามยามร้าย พีทเจอมือดีอย่างอาจารย์สันติ ส่งต่อให้มาคุยกับผม ก็เลยเป็นเรื่องเป็นราว ปวดกบาลกันยังไม่สิ้นไม่สุด

Anyway ตอนนี้เราทำงานกันมาจนเกือบได้ฤกษ์รับสมัครนิสิตจุฬาให้เข้ามาร่วมโครงการนี้แล้ว ซึ่งเราจำกัดกันไว้แค่ 25 คนเท่านั้น ใครตามอ่านบล็อกนี้ ก็คอยฟังข่าวจาก
http://www.blogger.com/www.idchula.blogspot.com นะครับ หรือไม่ก็คลิกตรงนี้ หรือไม่ก็ตรง ไอ้รูปสีชมพูคู่ใจฟ้าเอย ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับโรงเรียนสวนกุหลายเล้ย แต่มันจะพาคุณดิ่งไปที่เว็บ DesignEd อย่ามัวแต่อ่านข่าวตาป้องโดนต้นจามจุรีโค่นทับ หรือ gossip เรื่องคุณสมโชคเป็นคนเดียวกับคุณสำเนา

เรื่องที่น่าดีใจก็คือ ตอนนี้ผมไปเจ๊าะแจ๊ะหาสปอนเซอร์สำหรับการทำนิทรรศการมาได้รวมแล้ว 5 ราย มหัศจรรย์มั่กมัก ด้วยบุญฤทธิ์+อิทธิฤทธิ์ ของอาจารย์ทิพย์สุดาคร้าบ
_/\_ _/\_
เราก็เลยพร้อมแล้วที่จะตีปี๊บกันให้ไอดีมีเสียงดังขึ้นมาอีกนิด สำหรับใครที่ไ้่ม่ได้เข้ามาร่วม workshop ก้ออย่างอนตุ๊บป่องไปล่ะ ยังไงซะก้อเข้ามาแจมๆ ช่วยๆกันหน่อยเด้่อ ผมทำงานนี้จนจะรากเลือดอยู่แล้ว ถ้าตอนลงมือไม่มีนิสิตมาช่วย กรุซวยแน่่ ขอร้องล่ะครับท่านนนน

Coming Closer: Thai-German art connection

หลายเดือนมานี้ ชีวิตผมวุ่นวายสายตัวแทบขาด จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะทำตัวเป็นจอมโปรเจ็คท์เอง สมน้ำหน้า ผมเลยเลิกเขียนที่นี่ไปพักใหญ่ พอนึกออกได้ช่วงที่คนข้างตัวบินหนีไปเป็น art critic in residence ที่ red gate gallery กลางเมืองปักกิ่งหนึ่งเดือน ผมเลยไม่มีใครคอยกวนตั้งคำถามintellectual ก็เลยนึกถึงบล็อกนี้ขึ้นมาครับ คราวนี้มารายงาน

นิทรรศการศิลปะไทย-เยอรมัน "COMING CLOSER"
พวกเราหลายคนไปรวมตัวกันในวันเปิด ที่คนมากันล้นหลาม เพราะศิลปินฝ่ายไทยที่ร่วมแสดงมในงานนี้ ล้วนเข้าขั้น Celeb ทั้งนั้น ในบรรดางานทั้งหลาย มีชิ้นหนึ่งที่ได้ใจมั่กมัก คืองานของเพื่อนกันเอง อาจารย์ติ้ว วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ (เขียนนามสกุลผิดอีกหรือเปล่าหว่า??) .................จานติ้วแกทำประติมากรรมเซรามิกออกมาได้อลังการกวนโอ๊ยสุดขีด ราวกับยกร้ายเบเกอรี่หวานแสบไส้เอามาไว้กลางหอศิลป์แห่งชาติปานนั้น ที่ชอบไม่ใช่เพราะอารมณ์ขันประชดประชันสุดริด แต่ผมคิดว่างานนี้ หลังจากเล่นแร่แปรธาตุมาพักใหญ่ เอิ่มมมม.... จานติ้วตกผลึกความคิด เป็นน้ำตาลไอซิ่งครับ
COMING CLOSER site

ข้อมูลนิทรรศการ คลิกดูได้ตรงนี้
Asia Art Archive
DaimlerChrysler News Archive

Thursday, May 03, 2007

The Fascination of Appearances

ผมเพิ่งรอดชีวิตมาจากการแปลบทวิจารณ์งาน Tam: the Boxer ที่ Brian Curtin เขียนให้ Hanspeter Ammann
ให้ตายเถอะครับ ยังไม่เคยแปลงานไหนยากขนาดนี้มาก่อน คือผมว่างานเขียนที่ยากกว่าของไบรอันก็มีอยู่เต็มไปหมด แต่ผมไม่สะแหลนไปแปลของเขา แต่งานนี้โดนฮานส์ปีเตอร์มันบังคับน่ะ เล่นเอาปวดมวนท้องไปเป็นเดือน แปลเสร็จแล้ว ยังมานั่งอ่านทวน...เอาอีกแล้ว นี่กรุแปลผิดนี่หว่า

ที่มันยาก ก็เพราะคำที่ใช้มันมีรากมาจากทฤษฎีวิพากษ์ซึ่งมันซับซ้อนซ่อนเงื่อน ตอนแรกผมก็แปลมันตรงๆทื่อๆก่อน เพราะสิ้นคิด ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เสร็จแล้วจึงมาค่อยอ่านทวน ยื่นให้คนนู้นคนนี้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ไม่บอกกันว่าอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ดูสีหน้าแล้วมันคงอยากบอกว่า มรึงแปลอารายของมรึงฟระ? เอาแค่คำว่า objectify ก็สลบเหมือดแล้วครับ เพราะมันมีความหมายอธิบายได้เป็นหน้าๆเป็นเล่มๆ

ถ้าสนใจลองอ่านเทียบ original English text ของไบรอัน เทียบกับบทแปลเป็นภาษาไทยของผมดูสิ แล้วจะรู้ซึ้งถึงความปวดมวนท้องสมองกิ่วของคนแปลอย่างผม

Sunday, February 04, 2007

Ripples

ผมเพิ่งเสร็จงานเขียน text สำหรับ TAM's Book ซึ่งเป็น art book เล่มใหม่ของ Hanspeter Ammann
ตอนแรกกะจะเขีบนเป็น short essay แต่ไปไงมาไงก็ไม่รู้ ออกมาเป็นคล้ายๆไฮกุ
หนังสือนี้รวบรวมภาพนิ่งที่เกิดจากวิดีโออาร์ตชุดใหม่เกี่ยวกับนักมวยไทยชื่อ ตั้ม (TAM) ของฮานส์ปีเตอร์-นักจิตวิเคราะห์ที่เป็นหนึ่งในผู้เริ่มขบวนการวิดีโออาร์ตในยุโรปเมื่อทศวรรษที่ 1980 และยังทำงานต่อเนื่องทั้งสองอย่าง กับทั้งสอนศิลปะไปทั่วยุโรป และเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง มาเก๊า จีน และไทย ฮานส์ปีเตอร์เขาชอบ text ที่ผมเขียนให้มาก หลังจากถกกันเกี่ยวกับท่อนสุดท้ายอยู่นาน จนผมบอกว่า 'To sum up what I've written, you see yourself in the boxer!'
เล่นเอา อีตาฮานส์ปีเตอร์ เกือบน้ำตาเล็ด เอ๊ะ หรือผมคิดเงินแกค่าบริการจิตวิเคราะห์ดีหว่า???????????

Ripples
10 hours from Bangkok, a banner by a remote beach reads,
'New fashion from Bangkok'.
In the heart of Bangkok Metropolis, a giant billboard boasts,
'New fashion from Paris'.

They say in France,
Apichatpong is more revered than Madonna
since Tropical Malady
won the Prix du Jury at Cannes.

Though been so far,
I feel even closer to home.
Having seen beauty in others,
I see my own.

หนังสือนี้ออกแบบโดย ตู่ อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล แห่งสำนักพิมพ์ช่องเปิดของเขาเอง และจะวางจำหน่ายทั้งในเมืองไทย จีน ฮ่องกง และในยุโรป
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ไปที่ http://voidpub.blog.com/International+Book/
สนใจข้อมูลเกี่ยวกับวิดีโอาร์ต ไปที่ http://www.vdb.org/
สนใจดูตัวอย่างวิดีโออาร์ตเกี่ยวกับ TAM's book ไปที่ http://voidpub.blog.com/International+Book/
อันนี้รัฐบาลสวิส ออกเงินจ้างให้ทำ เพื่อฉายก่อนฉายหนังในโรงหนังทั่วสวิส หนับหนุนศิลปะ ไม่เหมือนรัฐบาลไทย ไอเดียมันคือเล่นกับสถานะของ Swiss passport ซึ่งมีค่ามากในยุโรป โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่หนีตายจากฮิตเลอร์ เพราะสวิสพาสปอร์ด มันสามารถผ่านได้ทั่ว

Saturday, January 27, 2007

No No Logo = Mor Mor Logo



ถึงผมรังเกียจสินค้าแบรนด์เนมเพราะไม่มีตังค์ไปสุรุ่ยสุร่ายกับความแพงไร้สาระพวกนั้น แต่ผมก็ไม่เชื่อแนวคิดของเจ๊ Naomi Klein ในหนังสือเรื่อง No Logo ที่กลายเป็นคัมภีร์ของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์และระบอบทุนนิยมใหม่ และผมเชื่อว่า ลงท้ายแล้ว สัญญลักษณ์ที่ออกแบบมาชาญฉลาด ก็อาจช่วยเหลือให้เราสื่อสารความเป็นตัวตนของเราออกไปได้ ซึ่งน่าจะช่วยให้เราก้าวไปสจุดหมายในการทำดีได้ง่ายขึ้น

ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ไอ้ Mor Mor มันยังไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเลย ผมเลยบังคับขู่เข็นให้พวกลูกสิดที่ยอมตกเป็นเหยื่อ คือ ฌาณ อ้อ และ นุ่น ระดมพายุสมองออกแบบโลโก้ของกลุ่มวัวควายนี้ เพื่อใช้ในสื่อต่างๆ และจะได้ใช้สำหรับเป็นสะพานสานต่อเจตนาขำๆของเราในอนาคต

รายแรกที่ส่งมาคือนุ่น ซึ่งสารภาพว่า ออกแบบอะไรพิสดารได้จนเข้าตา trendsetter จากปารีสมาแล้ว แต่ง่อยมากเวลาออกแบบอะไรที่ต้องเรียบง่ายหรือไม่ซับซ้อนมาก อย่างโลโก้ (จริงหรือไม่ ดูกันเองนะครับ)
คนที่สองที่ส่งมาคือ ฌาณ ผลที่ได้เป็น
วัวแรด สมคนออกแบบมั่กมัก
ส่วนไอ้อ้อ ยังเงียบฉี่อยู่ เด๋วฉี่ใส่หัวเล้ยยยยยยยยย (บอกหย่งงี้ อ้อมันกลัวมาก รีบส่งมาทันที อย่างที่เห็นข้างล่างไงครับ)

Tuesday, January 23, 2007

CRACK the magic clay can do

งานแรกที่ Mor Mor Creative Forum ทำตัวเป็นเจ๊จัดการ คือ นิทรรศการ CRACK the magic clay can do ซึ่งรวบรวมเอาคนหน้าใหม่ทางทัศนศิลป์ ให้มาทำงานด้วยดิน นิทรรศการนี้จะจัดที่บ้านสีลม อย่างที่กระทู้ข้างล่างบอกไว้แล้ว อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ภาษาไทยคลิกที่นี่ี้ ส่วนภาษาอังกฤษคลิกตรงนี้ครับ

ขอขอบคุณ art4d blog ที่กรุณาประชาสัมพันธ์ให้อย่างตั้งใจยิ่ง สมเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

Thursday, January 11, 2007

From Morepun to Mor Mor


หลังจากธุรกิจ Morepun ล้มไม่เป็นท่าเพราะความโหลยโท่ยทางการตลาด ก็เกิดความคิดระหว่างพิมกับผมว่าน่าจะเอาเงินส่วนที่ยังทยอยเข้ามาบ้าง มาใช้ทำอะไรที่สร้างสรรค์ นั่นเป็นจุดเริ่มของความคิดที่จะตั้งกลุ่มสำหรับผลัก กระทุ้ง หรือยุส่ง ให้คนรุ่นเด็กกว่าเรา เข้ามาทำงานสร้างสรรค์ แบบไม่ตั้งใจหากำไรทางการเงิน แต่หวังกำไรทางความคิดบรรเจิด ครั้งนั้น เราตั้งชื่อกลุ่มคนช่างฝันลมๆแล้งๆ นี้ว่า Studio Mormor ซึ่งมี "พันธกิจ" ประมาณว่า สนับสนุนให้ คนรุ่นใหม่ ทำงานกันแบบหน้ามืดตามัว เป็นวัวเป็นควาย ร้องมอมอ (มุขควายมากขอรับ) หลักๆก็คือจะสนับสนุน แบบง่อยๆ ให้เกิดนิทรรศการทางทัศนศิลป์/ออกแบบ ประเภท "เอามันเข้าว่า" สนับสนุนทั้งๆที่รู้ว่า เงินที่เรามีอยู่นั้น ไม่มากนัก แต่ก็อยากให้มีคนอยากตามเรา เวลาผ่านไปหลายปี รอลูกศิษย์จบไปแล้วหลายรุ่น ก็ยังไม่เห็นมีใครมันกับเราซะที

และแล้วก็มีเหยื่อเดินเข้ามาหา อาจานหนึ่ง ปรัชญา the mad potter นั่นเอง คืนวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ คือฤกษ์โลกาวินาศ ที่กลุ่มวัวควายในนามใหม่ว่า Mor Mor Forum จะเปิดตัวในฐานะ organizer ของนิทรรศการศิลปะแบบขำๆชื่อ CRACK ซึ่งจับเอา ดิน มาเป็น theme หลักให้นักสร้าง 12 คน ละเลงความคิดกันว่า ดินอาจเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราเค้ยคุ้นชิน โดยมีศิลปิน/ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ที่มีงานอยู่ในมิวเซียมระดับโลกแล้ว อย่างพี่เป้ อุดม อุดมศรีอนันต์ แห่ง Planet 2000 มาร่วมแจมด้วย มีอาจานหนึ่งเป็น organizer หลัก ซึ่งเราหวังว่าจะช่วยผลักงานขำๆอย่างที่แกสนใจออกมาในรูปนิทรรศการอีก (เห็นวันก่อนบอกว่า ถ้างาน CRACK เอาตัวรอด ก็จะลามปามทำงานนิทรรศการกลุ่ม painting with fire ต่อไปอีก เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
ส่วนไอ้งาน CRACK ที่เป็นงานแรกที่มี Mor Mor Forum เป็นป๋าดัน จะจัดขึ้นที่
บ้านสีลม ซึ่งอยู่เยื้องๆ เซ็นทรัลสีลม เป็นตึกโคโลเนียลสองชั้นบรรยากาศแบบอาณานิคมฝรั่งมั่กมัก สงสัยจะมากไปหน่อยเลยไม่ค่อยมีคนไทยเดินเข้าไป ในตึกเหล่านี้ ตึกที่ขวางอยู่ตรงกลาง ชั้นสอง ยังว่างอยู่ และ space สวยกิ๊บเก๋อลังการเหมาะสำหรับจัดนิทรรศการที่เล่นกับ space สุดๆ ก็ยังไม่รู้จะหมู่หรือจ่า

Wednesday, October 04, 2006

Clone (1/2007) proposal


















Be Takerng Pattanopas, Clone (1/2007), proposal for an installation of sculpture-light-space to accompany the 2007 World HIV/AIDS Symposium, commissioned by Han Nefkens (H&F Collection, the Netherland), digital impression by Pongwut Lakanakul.
For high resolution image, click on the picture.
For the proposal (first draft), clck here.
งานนี้ยังไม่ได้สร้างจริงครับ เป็นแค่โครงการเสนอ ตอนแรกทีมงานฝรั่งที่จัดการประชุม(ทางการแพทย์)เกี่ยวกับ HIV/AIDS เขาขอให้ไบรอันเป็น curator แบบวินาทีสุดท้าย ตอนแรกเขาจะจัดการประชุมที่สยามพารากอน

แต่อีงานพวกนี้ มันมักมาหาตอนวินาทีสุดท้าย หาใครไม่ได้ไบรอันก็เลยบังคับให้ผมทำ proposal เสนอ(ฟังดูสิ้นคิดโนะ) ผมก็ทำให้เส็ดในเวลาหนึ่งชั่วโมง ใช้มุกขายของเก่าเอามารีไซเคิล ปรากฏว่าฝรั่งทีมจัดประชุมชอบมาก (แถมอี proposal อันนี้เหาะไปอยู่ในมือคนจัดนิทรรศการของ Queen's Gallery ด้วย ไม่รู้ไปได้ไง)



มาตกม้าตายก็ตอนที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนมาประชุมกันที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ไบรอันไปสำรวจพื้นที่แล้วบอกว่า "ม่ายหวาย" พรมอะร้าอร่ามอลังการลายพร้อยแบบอะลาดินบินมาจากเมกกะ แต่เขากันพื้นที่ไว้สำหรับ installation เล็กกะจิดริดเท่าหอยมด Han Nefkens ซึ่งเป็น art collector และเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินของการประชุมนี้ เลยตัดสินใจเอางานพวก video art ไปแสดงแทน เฮ้อ...ยุคนี้อะไรอะไรที่มัน "ดิจิต้อลลล"มันก็ซื้อง่ายขายคล่องอย่างงี้แหละ

ถึงงาน Clone ของผมจะล่องจุ๊นไปแล้ว สิ้นเดือนนี้ ผมก็ยังต้องคุยกับ Han Nefkens อยู่ดี เพื่อให้เขาตัดสินใจว่าจะเลือก commission ให้ผมสร้างงานเพื่อร่วมแสดงในนิทรรศการที่สหประชาชาติเป็นเจ้าภาพหรือเปล่า ถ้าโดนเลือกก็คงเรื่องยาว เพราะงานจะถูกส่งต่อไปแสดงอีกหลายมุมของโลก

งึมๆๆๆ อยู่ดีไม่ว่าดี ดั้นเลือกทำงานที่มีแต่มิวเซียมเท่านั้นจะรองรับได้ แล้วจะโทษใครนอกจากโทษตัวเอง ก้มหน้าก้มตาทำบ้าทำบอต่อไป อยากทำอะไรก็ทำไปดีกว่ากรู

Friday, September 29, 2006

Mad Potter Association


งานเผาครับ งานเผา!
สามสี่วันนี้ ลานจอดรถไอดี จุฬา กลายเป็นสมรภูมิเดือด เผารากุงานชุดใหม่ของอาจารย์หนึ่ง ปรัชญา รักตะบุตร (อาจารย์พิเศษ วิชา สตู ปั้นหม้อ 1 ของเรา) เพื่อส่งประกวดเซรามิกส์แห่งชาติที่หอศิลป์ วังท่าพระ

องค์ประกอบง่ายๆ แต่ได้ใจ ขาว ดำ กับคอนกรีต ที่มีครูสมศักดิ์ และโอ๊ต สองเจ้าพ่อ workshop ของเรากุลีกุจอช่วยด้วยฝีมือ ส่วนผมเป็นกุลีเฉยๆ ทำหน้าที่ออกแรงยกเตาร้อนแดงนรก ตอนที่อาจารย์หนึ่งแกจะคีบงานร้อนลาวาเดือดพล่านออกมาจากเตา แล้วโยนลงไปในขี้เลื่อยให้ไฟลุกท่วม เป็นนรกสองเด้ง

pyromaniac สมเป็น mad potter เจงๆ

ผลออกมาอย่างที่เห็น อีตาป้องเดินผ่านมา ผมเลยถามว่า "เจ๋งป่าว??"
"ขอหนึ่งชุด สำหรับคอนโดแสนสิริของผม"
เป็นคำตอบสุดท้ายจากป๋าดันไอดี

ลป. เมื่อคืน พอเผางานเส็ด เลยลากกันไปกินข้าวดึกกันที่สีลมซอย 6 เพิ่งเห็นว่า มีร้านนวดชื่อ Raku Massage ผมงงว่าอะไรจะเอ๋ขนาดนั้น เห็นจานหนึ่งว่า raku แปลว่า chill chill (ไม่ใช่ จิงจิง ซึ่งแปลได้ลามกจกเปรตมากในภาษายุ่น)


Monday, September 25, 2006

Mould Boy (1/2006), photo by Santi C.













รูปบนคือสีเพี้ยน กรี๊ดสลบ composition สุดสยอง รับไม่ได้เจงๆ
ส่วนรูปล่าง สีตรงความจริงและตรงใจ ถ่ายโดย รศ.ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ ครับ

อ่านบทสัมภาษณ์ ใน Wallpaper ได้ที่นี่คร้าบ

Tuesday, August 22, 2006

Diary: Mould Boy (1/2006)

กันยายน 2549
เง้งงงงออออออออออออ!!!!!!!
รูปงาน Mould Boy (1/2006) ลงแล้วใน Wallpaper ฉบับใหม่ (เดือนกันยาหรือตุลา ไม่แน่ใจ) ง่อยเปลี้ยเสียขา เสียฟอร์ม เสีย self สุดๆครับ พ่อแม่พี่น้อง

หลงไว้ใจว่าเขาอุตส่าห์จ้างช่างภาพมือโปรมาถ่ายภาพ

ตอนตรวจโพลารอยด์ก็ดูดี ช่างภาพก็กระดี๊กระด๊า ผมก็ลั้ลลาไปตามเขา
พอพิมพ์เป็นเล่มแล้วไหงเป็นงั้น ฮือฮือ

เลยรีบเอาภาพ Mould Boy (1/2006) ที่ป๊ะป๋า รศ.ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ อุตส่าห์ลงมือถ่ายเองกับมือมาแปะไว้ที่นี่ เพราะรูปนี้ ดูยังไง้ยังไงก็ดีกว่ารูปในหนังสือ เผื่อมีใครหลงมาดู จะได้ถือโอกาสแก้ตัวว่า งานจริงๆไม่ได้เห่ยอย่างรูปสีเหมือนดงขมิ้นอย่างนั้นจ๊ะ


(อาจารย์สันติ เป็นนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม สอนวิชาสารพัด รวมทั้ง Architectural Photography และเป็นรองคณบดี ฝ่ายวิจัย boss ของผมเองครับ) ขอบคุณนะคร้าบอาจารย์สันติ สำหรับรูปให้ผมเอามาโพสต์แก้เก้อ

แล้วผมจะทยอยลงบันทึกการทำงานชิ้นนี้ให้อ่านกันครับ



30 สิงหาคม 2549
ผมรับสายด่วนจาก หนุ่ม art director ของ Wallpaper อย่างงงๆ
เครือซีเมนต์ไทยเขาเลือกผม เห็นว่าเลือกโดยไม่เคยเห็นงานผมเลยมั้ง
หนุ่มบอกว่า งานนี้จะทำเป็นซีรี่ส์ ผมเป็นเหยื่อรายแรกของเขา (หรือเขาเป็นเหยื่อผมก็ไม่ทราบ) รายต่อไปเป็นดีไซเนอร์จากโยธกา (ไม่ยอมบอกว่าใคร ผมล่ะสงสัยว่าจะต้องไปทาบรัศมีเซียนอย่างคุณสุวรรณ คงขุนเทียนหรือเปล่า
ถ้าจริง ก็ภูมิใจนะครับ)

ที่งงกว่านั้นคือ เขาบอกว่าทำอะไรก็ได้ครับ ขอให้ใช้ซีเมนต์ขาวเป็นพอ
ส่วนที่งงที่สุดคือ หนุ่มเขาบอกว่า ขอสิบวันเส็ดนะคร้าบบบบ นัดช่างภาพไว้แล้ว
ได้ไงเนี่ยยยยย???
เอาวะ บ้าบอกมาอย่างนี้ กรูก็บ้าทำได้เหมือนกัน



มิถุนายน 2549
ใครสักคนจากหนังสือ Wallpaper โทรมาหาผม
บอกว่าเป็นลูกศิษย์ของ แจ๋ (กรกช) ซึ่งใจดีมาช่วยผมสอนเด็กปีสองอยู่บ่อยๆ
เรื่องของเรื่องที่โทรมา คือแจ๋เขาใจดีสองเด้ง เสนอชื่อผมให้ทาง Wallpaper ส่งต่อให้เครือซีเมนต์ไทยเลือก Wallpaper ก็เลยโทรมาบอกเล่าเก้าสิบกับผมซะก่อนที่จะ
เสนอไปให้ เครือซีเมนต์ไทย เลือก เพื่อให้สร้างงานอะไรก็ได้ ด้วย ซีเมนต์ขาว

คือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญประชาสัมพันธ์ซีเมนต์ขาว โดยอาศัยนักออกแบบหรือศิลปินมาสร้างงานด้วยวัสดุตัวนี้ ซึ่งใครๆมักโมเมเหมาว่า มีไว้สำหรับทำหินขัด(terrazzo)เท่านั้น

ผมก็อืออออนุญาตเขาไป แต่เอ๊ะ เขาก็ไม่เห็นถามขอประวัติหรือ portfolio อะไรเลยนี่หว่า

ถามเข้าเขาก็บอกว่า ประวัติน่ะมีแล้ว ได้จากเน็ต ได้ยังไงครับ???? กรูเป็นเจ้่าของประวัติยังไม่รู้ตัวเลยว่าโดนแฉชีวิตบัีดซบบนไซเบอร์สเปซไปแล้ว ลงท้ายเลยต้องยืนยันบอกเขาว่าอย่าส่งไปให้ใครดูเชียวนะ กรูอายยยย CV(ประวัติ)นะเขาต้อง update กันบ่อยๆ ผมก็ไม่รู้นะครับว่าคุณได้ CV ของผมหรือของใครมา แต่ที่รู้ชัวร์ป้าปก็คือ หนึ่งปีผ่านไป ประวัติการทำงานของผมยาวขึ้นอีกสามวาสองศอก (ก็ผมมัน workaholic ซะจนออกนอกหน้า ส่วนงานที่ผลิตออกมาจะดีไม่ดี นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ประมาณว่าบ้าพลังทำเยอะเอาไว้ก่อน ก็มีความสุขแล้วกรู) แล้วนี่กรูทำงานมาตั้งยี่สิบปีแล้วนะว้อยยยยยย (รู้กันหมดเลยว่าแก่)

แล้วเขาทั้งหลายก็หายไปสองเดือน ...






Friday, July 07, 2006

สุนทรียะ = ไสยะ ?

“ ศาสตร์การออกแบบที่ไร้ศิลปะเป็นแรงส่ง
ย่อมแร้นแค้นถึงรากเหง้า ”
“ Design education without support from fine arts
is fundamentally impoverished. ”
Coldstream, 1960


บทความ " สุนทรียะ = ไสยะ ? " นำเสนอในการประชุมสาระศาสตร์เมื่อ ตุลาคม 2547
เขียนขึ้นเพราะอัดอั้นตันใจ จากการที่โดนมรสุมทางวิชาการ ว่าผมฝักใฝ่ศิลปะจนพาลูกศิษย์ที่เรียนวิชาการออกแบบ เข้ารกเข้าพงไปกับความเพ้อเจ้อของศิลปะ (อย่างที่หลายคนในเมืองไทยชอบโมเมเอาว่าศิลปะเป็นอย่างนั้น)

บทคัดย่อ
บทความนี้ เกิดจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนทั้งในฐานะผู้เรียนและผู้สอนของภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้ผู้เขียนสังเกตเห็นความขัดข้องในกระบวนการคิดของผู้เรียน และตั้งสมมติฐานว่าความขัดข้องดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากวาทกรรมกระแสหลักว่าด้วยสุนทรียะที่แพร่ออกจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ วาทกรรมดังกล่าวกล่าวว่า สุนทรียะเป็นส่วนเกินของงานออกแบบ ไม่ใช่เรื่องสำคัญของการออกแบบ และ(หากใช้คำว่า ศิลปะ แทนคำว่า สุนทรียะ)เป็นศาสตร์ที่แยกขาดจากศาสตร์การออกแบบ บทความนี้ ตั้งคำถามท้าทายวาทกรรมดังกล่าวว่า “สุนทรียะเป็น“หน้าที่” ของงานออกแบบ ได้หรือไม่” และ “สุนทรียะเป็น“ประเด็นหลัก” ของงานออกแบบ ได้หรือไม่” คำถามทั้งหลายนำไปสู่การเสนอทิศทางที่อาจช่วยให้ผู้สอนศาสตร์การออกแบบสามารถดึงเอาสุนทรียะกลับมาอยู่ในกระบวนการเรียนการสอนของภาควิชาฯอีกครั้งหนึ่ง และทั้งคำถามและข้อเสนอเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้สอนในศาสตร์ใกล้เคียงกันในสถาบันอื่นๆ ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากวาทกรรมที่กล่าวถึงในบทความนี้

ถ้าไม่เบื่อตายซะก่อน ตามไปอ่านบทความเต็มได้ที่นี่

Thursday, July 06, 2006

Power of Display - on curators in Thailand

อำนาจของ "ตู้โชว์":
ว่าด้วย curators ในเมืองไทย

เหตุเกิดเมื่อ 11 พฤษภา 2549
ผมรู้ด้วยสัญชาตญาณที่สั่งสมจากการทำงานทางทัศนศิลป์
ทั้งออกแบบและศิลปะมากว่า 20 ปี ว่า
ประติมากรรมที่ผมทำขึ้นใหม่เฉพาะสำหรับงานนี้
ต้องโดน "เล่นของ" อะไรสักอย่างแน่ๆ


อีกไม่กี่นาที ผมก็ต้องสยดสยองกับสิ่งที่แขวนอยู่

ปลายขอบผนังลายธงชาติ … งานของผมเองครับ
ประติมากรรมที่ผมเตรียมการและหลังขดหลังแข็ง

มาเกือบสองเดือน ถูก "รุมสังหาร" ด้วยแสงไฟ
สปอตไลท์อลังการตระการตานับสิบดวง จนขาวโพลนไปทั้งแผ่น
ทั้ง form ทั้ง texture ที่หลังขดหลังแข็งทำในสตูดิโอ
สูญสลายกลายเป็นแผ่นไฟเบอร์กลาสโง่ๆหนึ่งแผ่น
แอบอยุ่ที่มุมห้อง หลังเสาหนาเกือบครึ่งเมตร
อ่านทั้งตอน

Be with Brian in Rimbun Dahan Art Residence, KL, Malaysia, May 2006

เมษายน 2549 Brian คนข้างตัวของผม ได้รับทุน Artist in Residence จาก Rimbun Dahan ให้ไปนั่งเขียนบทความให้เสร็จหนึ่งบท ผมเลยโดนถูกชวนแกมบังคับให้ตามไปในช่วงท้ายของ residency period ซึ่งยาวหนึ่งเดือน (สำหรับ residence ชาติอื่นทีไม่ใช่มาเลเซียนหรือออสเตรเลียน สองชาติหลังนี้เป็นเด็กเส้น ได้สิทธิพิเศษ อยู่ได้ยาวหนึ่งปี พร้อมเงินเดือนให้สร้างงานของตัวเอง จะทำประติมากรรม จิตรกรรม หรือวรรณกรรม ก็ได้)

Rimbun Dahan เป็นคฤหาสน์ของสองสามีภรรยา สามีคือสถาปนิกใหญ่ชาวมาเลเซีย Hijjas Kasturi และ Angela Hijjas ภรรยาชาวออสเตรเลีย คฤหาสน์นี้ตั้งอยู่ประมาณ 30 นาทีจากกัวลาลัมเปอร์ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ยักษ์แบบป่าดงดิบ ใหญ่ขนาดพื้นที่หลายจุดในอาณาบริเวณมันทึบเสียจนแดดไม่เคยส่องถึง ตกกลางคืนก็มืดตึ๊ดตื๋อ แทบไม่เห็นแสงไฟจากภายนอก ยิ่งกว่าไปกางเต๊นท์อยู่ป่าเขาใหญ่อีกมั้ง แถมกลางวันแสกๆก็เห็นค้างคาวแม่ไก่เกือบสิบตัว คลานกระดึ๊บกระดึ๊บอยู่บนผนังสูงสามชั้นนอกห้องที่เราพัก อะจึ๋ยยยย ตกกลางคืน ก็ต้องปิดห้องน้ำให้ดี เพราะจะมีหนูยักษ์เข้ามากินสบู่ ที่รู้เพราะเพื่อนอาร์ติสท์คนอื่นเขาบอก เหวออออ เอ๊ะตอนแรกบอกเป็นคฤหาสน์ แต่ไหงฟังดูเป็นสลัมชอบกลลลล คืออย่างงี้ครับ คุณลุง Hijjas Kasturi แกเป็นสถาปนิกที่สนใจ การประยุกต์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเขากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แกก็เลยออกแบบบ้านพักสำหรับอาร์ติสต์ทั้งหลายในหมู่ตึกรอบๆ Rimbun Dahan ให้ระบายอากาศได้ดี โดยไม่ต้องใช้แอร์

เอ่อออออออ ... ก็ดีอยู่หรอกครับ แนวคิดเรื่องประหยัดพลังงาน แต่เด็กห้องแอร์อย่างผม เกือบตายครับ คืนสุดท้ายผมเจ้าเล่ห์บอก Brian ว่าอยากแรดใน KL เราเข้าไปนอนในเมืองกันดีก่า เลยได้นอนแบบไม่มีหนูผสมค้างคาวแถมมีแอร์ รอดตัวไปหนึ่งคืน

แต่ก็ต้องชมคุณลุงคุณป้าแกนะครับว่า เป็นมหาเศรษฐีผู้มี vision ทางวัฒนธรรม แถมยังใจบุญเผื่อแผ่ช่วยส่งสริมให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสสร้างงานอย่างไร้กังวล มีการซื้องานศิลปะสะสมโดยเฉพาะประติมากรรมกลางแจ้งวางแทรกอยู่ตามป่ารอบๆหมู่ตึก ไอ้ที่ผมถ่ายรูปตัวเองมานี่ก็หนึ่งอ้น แถมทุกปี คุณป้า Angela แกยังจัด charity art exhibition/auction ใหญ๋โตมโหฬาร ในหอศิลป์ใต้ดินในบริเวณคฤหาสน์นี้เอง เพื่อแสดงงานศิลปะที่เธอซื้อสะสมไว้จากศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรงและมือดี เพื่อแสดงและออกประมูลหารายได้ให้กับ World Wide Life Fund

philanthropic gesture แบบนี้ หาไม่ค่อยได้ในเมืองไทย
ที่เห็นชัดๆ ทำจริงๆ ก็มีแต่ คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ และที่ตามมาติดๆคือ คุณติ้ว แห่งเถ้าฮงไถ่ ราชบุรี _/\_ _/\_ _/\_

Wednesday, July 05, 2006

Pneuma, 1999 (successive views of the same installation)

1996-2000

Human Tablets, 1996, fired clay with specific lighting.
Maquettes for Pneuma 01, 1997, plaster of Paris with very subdue English summer dusky light.
Suspended Figures 01, 1998, two thin-shelled panels of fibreglass-reinforeced water-based polyesther/ wired, with specific lighting.
Suspended Figures (successive views) , 1998, two thin-shelled panels of fibreglass-reinforeced water-based polyesther/ wired, with specific lighting.
Prana, 1999, installation of sculpture with specific lighting, wood and fibreglass-reinforeced water-based polyesther.
Ether, 1998-2000, fibreglass-reinforeced water-based polyesther with specific lighting.
Pneuma (successive views of the same installation) , 1999, installation of sculpture with specific lighting, wood and fibreglass-reinforeced water-based polyesther.

The pieces represent the body of works generated from my doctoral research. It took almost one whole year before I could formulate my project. When I took off, it was almost as if I hadn't got a clue what I wanted to do; and all I did was pure instinct. Well, almost.

Ken Ford, a British Rome scholar, who was one of my second supervisors, as well as Andrew Stonyer's former PhD supervisor, told me off in front of Andrew during our first tutorial in Ocotber 1996,


"I wonder if you're capable of, or suitable for, a PhD."

Two months later, nobody raised that question ever again.